รู้จักผักเบี้ยกับประโยชน์ดี ๆ ที่หลายคนปฏิเสธไม่ได้เลย

ผักเบี้ย

สำหรับผักเบี้ยหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อมาบ้างแล้ว แต่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเพียงแค่วัชพืชหรือหญ้าทั่วไป ทำให้มักจะถอนทิ้งบ่อย ๆ แต่หลังจากนี้น่าจะทำให้หลายคนเข้าใจผักชนิดนี้มากขึ้น และอาจจะเปิดใจให้กับผักชนิดนี้มากขึ้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลามาดูกันว่าผักชนิดนี้มีความพิเศษอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของประโยชน์ต่าง ๆ 

แนะนำตัวผักเบี้ยคืออะไร มีลักษณะทั่วไปอย่างไร?

เริ่มต้นทำความรู้จักกับผักเบี้ยกันก่อน ซึ่งเป็นพืชล้มลุกเดิมทีจัดอยู่ในกลุ่มของผักพื้นบ้านไทยที่มีรสเปรี้ยว มีฤทธิ์เย็น โดยบางที่อาจจะเรียกว่าผักเบี้ยใหญ่ มักจะขึ้นตามที่รกร้างทำให้คนสมัยใหม่มองว่าเป็นวัชพืช แต่จริง ๆ แล้วใครจะรู้ว่าเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์หลายทาง ปัจจุบันนิยมใช้กันทางการแพทย์เป็นวงกว้าง พบได้ทุกภาคของไทย ส่วนลักษณะทั่วไปของต้นไม้ชนิดนี้มีดังนี้ 

  • ลำต้น: เป็นไม้อวบน้ำ ลำต้นแผ่ไปตามพื้นดิน มีความสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร ลำต้นสีเขียวอมม่วงหรือม่วงอมแดง เป็นต้น ก้านกลมเรียบไม่มีขน
  • ใบ: เป็นแบบใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม โดยจะออกตามข้อของลำต้นและกิ่ง รูปร่างคล้ายกับลิ้น หลังใบมีสีเขียวแก่ ส่วนท้องใบจะมีสีแดงเข้ม ก้านใบสั้น ใบหนาผิวเรียบมัน 
  • ดอก: ออกเป็นดอกเดี่ยวตามยอดดอกมีขนาดเล็ก มีสีเหลืองสด มักจะออกเป็นกลุ่ม 3-5 ดอก ส่วนกลีบเลี้ยงจะมี 4-5 กลีบ เป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็กซ้อนกันเป็นคู่ ๆ กลีบดอกมีทั้งหมด 5 กลีบ 
  • ผล: มีลักษณะกลมี เมื่อสุกจะมีสีเหลืองเข้ม และเมื่อแก่จะมีสีน้ำตาล ภายในจะมีเมล็ดรูปร่างกลมหรือรูปไตสีดำเป็นเงา 

ข้อมูลดี ๆ น่ารู้เกี่ยวกับผักเบี้ยใหญ่

ต่อเนื่องกันด้วยคุณค่าดี ๆ ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ซึ่งอาจจะไม่รู้จักต้นไม้ชนิดนี้มาก่อนว่า สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย 

มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

เริ่มต้นกันด้วยคุณค่าทางโภชนาการกันก่อน ซึ่งสมัยก่อนคนจะเก็บยอดอ่อนผักเบี้ยไปกินกันบ่อยมาก และเป็นพืชที่ขึ้นได้ง่ายอีกด้วย จึงเป็นผักที่อาจจะบอกว่าได้ฟรีแถมมีประโยชน์สูงมาก โดยส่วนของยอดอ่อนผักเบี้ยจะมีคุณค่าทางอาหารมากมาย เช่น ให้พลังงานสูงถึง 37 กิโลแคลอรี่ นอกจากนั้นยังให้โปรตีน ไขมัน แคลเซียม เหล็ก รวมถึงวิตามินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น A, B, B2, C และยังมีโอเมาก้า 3 สูงกว่าน้ำมันปลาอีกด้วยฯลฯ โดยส่วนที่นิยมนำมาประกอบอาหารคือยอดอ่อนและใบอ่อน ซึ่งจะประกอบอาชีพได้หลากหลายทั้ง ผัด ต้ม ลวก เพิ่มลงไปในไข่เจียว ก็ได้ 

ใช้ทำยาได้

นอกจากนั้นจะเป็นอาหารแล้วในส่วนของเรื่องสมุนไพรแล้ว Purslane ถือว่าเป็นพืชที่สามารถนำไปใช้เป็นยารักษาโรคได้ด้วย ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมาย เช่นช่วยรักษาโรคทางผิวหนัง ช่วยเพิ่มความจำ ช่วยลดคอเลสเตอรอล แก้ท้องผูกหรือรักษาริดสีดวง แก้หวัด แก้ไข แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้แผลเปื่อยเน่าเป็นหนอง ใช้แก้ปัสสาวะขัด แก้หนองใน และใช้ขับพยาธิ

บำรุงผิวพรรณให้ดูดี 

นอกจากนั้นเชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบมาก่อนว่า ผักชนิดนี้ไม่ได้มีดีแค่กินหรือใช้ทำยาเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในเรื่องความสวยความงามด้วย เนื่องจากเป็นผักที่มีคุณสมบัติป้องกันแสง สามารถนำไปใช้ผสมกับเครื่องสำอางมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ใบหน้าผุดผ่อง ชุ่มชื้น รวมถึงไม่มีอาการแพ้ จนทำให้หน้าตึงแบบไม่ต้องพึ่งพาโบท็อกซ์ พร้อมกับมีสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงนิยมนำไปใช้ในสูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย และบอบบางโดยเฉพาะ 

สรุป ผักพื้นบ้านไทยที่มีประโยชน์มากกว่าที่คิดของจริง

ทั้งนี้จากข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับผักเบี้ยที่นำเสนอไปทั้งหมด น่าจะทำให้หลายคนเข้าใจและเห็นความสำคัญของผักชนิดมากขึ้น และคงไม่มองว่าเป็นแค่วัชพืชอีกต่อไป อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์รอบด้าน แต่ในส่วนของการใช้งานจะต้องระวังไว้เช่นกัน เพราะไม่เหมาะกับกลุ่มของสตรีมีครรภ์ รวมถึงผู้ป่วยโรคไต ด้วยเป็นพืชที่มีกรดออกซาลิกสูง และกลุ่มคนธาตุอ่อนไม่แนะนำให้ใช้ในปริมาณมาก tipsoftree.com

บทความเพิ่มเติม